วันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2562

God is Sun (Ungsumalynn) #อังศุมาลิน (Hideko)


"เพราะพระเจ้าทรงเป็นดวงอาทิตย์และเป็นโล่ พระองค์ทรงปูนความชอบและเกียรติ พระเจ้ามิได้ทรงหวงของดีอันใดไว้เลย จากบุคคลผู้เดินอย่างเที่ยงธรรม(สดุดี 84:11ThaiTSV1971)
"For the LORD God is a sun and shield: the LORD will give grace and glory: no good thing will he withhold from them that walk uprightly." (Psalm 84:11 KJV)
พระคัมภีร์ตอนนี้ เขียนโดย ลูกหลานของโคราห์ เมื่อพระคัมภีร์มีการเปรียบเทียบพระเจ้ากับสิ่งใด ผู้เขียนจะต้องคิดมาอย่างดีแล้ว เพราะต้องเปรียบเทียบอย่างระมัดระวัง และในพระคัมภีร์ตอนนี้ ได้เปรียบเทียบว่า พระเจ้าทรงเป็นดวงอาทิตย์
ประโยคที่ว่า "พระเจ้าเป็นดวงอาทิตย์" เป็นตรรกะเชิงซ้อน คือ พระเจ้าทรงเป็นดวงอาทิตย์ แต่ดวงอาทิตย์มิใช่พระเจ้า เช่นเดียวกับ ไก่มีสองขา แต่สิ่งมีชิวิตที่มีสองขาก็ไม่จำเป็นต้องเป็นไก่
ทำไมผู้เขียนจึงเปรียบเทียบพระเจ้าเป็นดวงอาทิตย์ ?
ก่อนอื่น คำถามแรกที่ต้องถามก็คือ "พระเจ้ามีจริงหรือไม่ ?"
นักวิทยาศาสตร์ 300 คนที่มีชื่อเสียง มีอิทธิพลต่อโลกนี้ มีถึง 262 คนที่เชื่อว่าโลกนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นเอง พวกเขาเชื่อว่าโลกนี้สร้างโดยพระเจ้า
มีตัวอย่าง 2 ตัวอย่าง ที่สามารถใช้ในการตอบคำถามนี้ได้
ถ้ามีเครื่องจักรเครื่องหนึ่ง ที่เมื่อเอาอุจจาระสุนัข อุจจาระแมว เอาน้ำลาย ปัสสาวะ เศษอาหารซากสัตว์ใส่เข้าไป มารวมกันในเครื่อง แล้วทำการแยกธาตุต่าง ๆ แล้วออกมาเป็นมะม่วงสวยงามน่ากินลูกหนึ่ง หอมหวาน ถ้าเครื่องจักรชนิดนี้มีจริง คงจะเยี่ยมทีเดียว ที่เอาสิ่งโสโครกต่าง ๆ มาทำเป็นมะม่วงได้ คำถามก็คือว่า เครืองจักรชนิดนี้ถ้ามีจริง จะเกิดขึ้นเองได้หรือไม่? ต้องมีคนสร้างอย่างแน่นอน เพราะไม่มีทางเกิดขึ้นเอง และผู้สร้างต้องเก่งมากด้วย ทีนี้คำถามก็คือว่า เครืองจักรชนิดนี้มีหรือไม่? มีแน่นอน เครื่องที่ว่านี้ก็คือต้นมะม่วงนั่นเอง ดังนั้นจึงต้องมีผู้สร้างต้นมะม่วงนี้เช่นกัน
อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ นาฬิกา โดยมีนักวิศวกรคนหนึ่งสร้างนาฬิกาเครื่องหนึ่งขึ้นมา เพื่อเป็นมาตรฐานว่าตรงที่สุด เนื่องจากสมัยนันาฬิกาเป็นนาฬิกาไขลาน จึงจำเป็นที่จะต้องมีนาฬิกาที่ใช้ในการเปรียบเทียบ นาฬิกาที่เขาสร้างขึ้นมานี้ มีความเที่ยงตรงมาก ขนาดที่ 2000 ปี จะเดินเพี้ยนเพียงแค่ครึ่งวินาที เมื่อนี้มีนักข่าวมาถามว่า เมื่อต้องการจะรู้ว่านาฬิกาต่าง ๆ เดินตรงหรือไม่ ก็เอาเรือนนี้เป็นตัวเทียบ แล้วถ้าจะเช็คนาฬิกาเรือนนี้ว่าเดินตรงหรือไม่ล่ะ เอาอะไรเทียบว่าตรงหรือไม่ ? เขาตอบว่า นาฬิกานี้ ใช้เวลาในการคิดค้น 20 ปี โดยเปรียบเทียบกับการขึ้นลงของดวงอาทิตย์เป็นเกณฑ์ ใช้การหมุนรอบดวงอาทิตย์ของโลกเป็นมาตรฐาน และนาฬิกาของจริงเรือนนี้แหละ ไม่เคยเดนเพี้ยนแม้แต่วินาทีเดียว เมือเห็นนาฬิกาเรือนนี้แล้วบอกว่ามีคนสร้าง แล้วเมื่อมองนาฬิกาของจริงแล้วกลับบอกว่าเกิดขึ้นเอง ไม่รู้ว่าคนที่คิดเช่นนี้ใช้หลักการอะไร
เหตุผลที่ผู้เขียนพระคัมภีร์ตอนนี้เปรียบเทียบพระเจ้ากับดวงอาทิตย์ คือ

1. พระเจ้าเป็นพระเจ้าเดียวเท่านั้น

พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าเดียว หรือ ONE GOD พระเจ้ามีหนึ่งเดียวเท่านั้น
ภาษาจีน คำว่า "เทียน" ก็เป็นการประกอบระหว่างคำว่า "อี" ที่แปลว่าหนึ่ง และ "ต้า" ที่แปลว่าใหญ่ ซึ่งรวมแปลว่า "หนึ่งเดียวที่ใหญ่" เหมือนกับพระเจ้าของเรา ที่เป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น
พระเจ้าของคริสเตียน เป็นพระเจ้าเดียว อย่าใช้คำว่าพระเจ้าองค์เดียว เพราะจะผิดความหมาย
โลกเรามีสิ่งมีชิวิตหลายล้าน species นับไม่ถ้วน ท่ามกลางหลายล้าน species มีเพียง species เดียวที่เป็นคน และ ใน species นี้มี 6,300 ล้าน persons โดยประมาณ
เช่นเดียวกัน พระเจ้าทงเป็นอีก 1 species และใน species นี้มีเพียงแค่ 3 persons คือ พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์ของผู้สร้าง ซึ่งมีเนื้อแท้เป็นวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่มีการตีกัน มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกันทุกประการ และมี 3 persons แยกออกจากกัน เป็น 3 สภาพบุคคล ในเผ่าพันธุ์เดียว คือ เผ่าพันธุ์พระเจ้า
C.S. Lewis เป็นอาจารย์อยู่ที่ Cambridge ทีอังกฤษเดิมเป็นคนที่ต่อต้านพระเยซูมาก ไม่เชื่อพระเยซู เพื่อนของเขาก็มาถามเขาว่า "ี่ไม่เชื่อพระเยซูนี้ มีเหตุผลหรือไม่ ว่าทำไมจึงไม่เชื่อ" ซึ่ง Lewis บอกเหตุผลไม่ได้ เนื่องจากไม่มีเหตุผล Lewis จึงท้าว่า ถ้าหากเขาทำการศึกษาแล้วพิสูจน์ได้ว่าพระเยซูไม่ใช่พระเจ้า เพื่อนของเขาจะมาร่วมกับเขา เพื่อทำลายล้างศาสนาคริสต์หรือไม่ ซึ่งเพื่อนของเขาก็ตอบรับ
แล้วเมื่อ Lewis ได้ศึกษาพระคัมภีร์ จนถึงพระคัมภีร์ยอห์นตอนนี้ แล้วเขาก็เริ่มคิด
"30 (พระเยซูตรัสว่า) 'เรากับพระบิดาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกั'
31 พวกยิวจึงหยิบก้อนหินขึ้นมาอีกจะขว้างพระองค์ให้ตาย
32 พระเยซูจึงตรัสกับพวกเขาว่า 'เราแสดงให้ท่านเห็นการดีหลายอย่างของพระบิดา พวกท่านหยิบก้อนหินจะขว้างเราให้ตายเพราะการดีข้อไหน?'
33 พวกยิวทูลตอบพระองค์ว่า 'เราจะขว้างท่านไม่ใช่เพราะการดีใดๆ แต่เพราะการพูดหมิ่นประมาทพระเจ้า เพราะท่านเป็นเพียงมนุษย์แต่ตั้งตัวเป็นพระเจ้า' " (ยอห์น 10:30-33 ThaiTSV2002)
พระเยซูตรัสกับฝูงชนว่า พระองค์และพระบิดาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งภาษาชาวบ้านแปลว่า "เรากับพ่อเราเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน" ซึ่งก็คือ พระองค์กล่าวว่า พระองค์เป็นพระเจ้าด้วย
ท่าน Lewis จึงตั้งสมมติฐานว่า สิ่งที่พระเยซูทรงพูดนี้ จะเปนไปได้แค่ว่า จริง หรือไม่จริง
ถ้าพระยซูมิได้เป็นพระเจ้าจริง ก็อาจจะเป็นว่า พูดโดยรู้ตัว ซึ่งคือคนโกหกหลอกลวง หรือไม่ก็พูดโดยไม่รู้ตัว ซึ่งคือคนบ้า แต่เมื่อทำการศึกษา ก็พบว่า พระเยซูมิได้ทรงมีลักษณะของคนบ้าเลย แต่กลับช่วยคนต่าง ๆ รักษาโรคต่าง ๆ และสั่งสอนสิ่งต่าง ๆ มากมาย และถ้าจะบอกว่าหลอกลวง ก็ไม่พบเหตุผลหรือจุดมุ่งหมายว่าพระองค์จะทรงหลอกลวงเพื่ออะไร
ถ้าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าจริง ก็มีแค่ 2 ทางเลือกเท่านั้น ก็คือ จะเชื่อ หรือไม่เชื่อ

2. พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของชนทุกชาติทุกภาษา

ดวงอาทิตย์ไม่เลือกส่องเฉพาะแก่ฝรั่ง หรือแก่ชนชาติใด แต่พระเจ้าทรงส่องสว่างแก่คนทุกชาติ รวมถึงประเทศไทยด้วย พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของคนไทยด้วย
พระเยซูทรงเกิดในทวีปเอเชีย ที่ประเทศอิสราเอล และเมื่อศึกษาถึงลักษณะทางภูมิศาสตร์ก็พบว่า อิสราเอลเป็นประเทศที่เป็นจุดศูนย์กลางของโลก เป็นจุดเชื่อม 3 ทวีปด้วยกัน ก็คือ เอเชีย ยุโรป และแอฟริกา
"พระเยซูตรัสกับเขาว่า 'เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีใครมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา' " (ยอห์น 14:7 ThaiTSV2002)
สิ่งที่พระเยซูตรัสนี้ มีความหมายมากทีเดียว
"ทางนั้น" พระองค์ตรัสกับคนเอเชีย ซึ่งแสวงหาทาง (เต๋า) ถ้าศึกษา จะพบว่าทุกศาสนาในโลกเกิดในเอเชีย เพื่อแสวงหาทางหลุดพ้น
"ความจริง" พระองค์ตรัสกับคนยุโรป เนื่องจากชาวยุโรป ชอบแสวงหาความจริง นักปรัชญาต่าง ๆ ที่สำคัญของโลกเกิดขึ้นที่ทวีปนี้
"ชีวิต" พระองค์ตรัสกับคนแอฟริกา เนื่องจากชาวแอฟริกาแสวงหาชีวิตอมตะ
นอกจากนี้ คำตรัสของพระเยซูยังมีผลต่อคนทั้งโลก พระองค์เป็นคำตอบของทุกชนชาติ
ในโลกมีประมาณ 2,600 ภาษา พระคัมภีร์มีการแปลมาแล้ว 1,760 ภาษา

3. พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของคนทุกวรรณะ และทุกสถานะ

อินเดียมีการแบ่งชั้นวรรณะอย่างชัดเจน ชาวอินเดียเกลียดพวกมิชชันนารีมาก เพราะไปช่วยพวกจัณฑาล และสูตร ให้มีชีวิตที่ดีขึ้น
แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้า มนุษย์ทุกคนมีคุณค่าทัดเทียมกัน พระเจ้าทรงรักทุกคน
"คุณค่า" มี 2 อย่าง คือ คุณค่าที่กำหนดจากภายนอก และคุณค่าที่กำหนดจากภายใน
คุณค่าที่กำหนดจากภายนอก นั้นถูกกำหนดโดยมนุษย์ เมื่อมนุษย์เห็นว่ามีประโยชน์ก็มีค่า
คุณค่าที่กำหนดจากภายใน ในสายพระเนตรของพระเจ้า แม้ว่าจะพิการ ยากจน หรือเป็นโรคร้ายแรง พระองค์ก็ทรงเห็นค่า และตามหา เพราะความรัก ไม่มีคำว่าแบ่งชั้นวรรณะ และพวกเราที่เป็นคริสเตียนก็ควรจะเป็นเช่นเดียวกัน ที่จะเห็นค่าและรักคนเหล่านี้ ในสังคมคริสเตียน ขออย่าให้มีการแบ่งชั้นวรรณะ
"1 ดูก่อนพี่น้องทั้งหลายของข้าพเจ้า ด้วยเหตุที่ท่านมีความเชื่อในองค์พระเยซูคริสตเจ้าของเรา องค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งพระสิรินั้น จงอย่าลำเอียง
2 เพราะว่าถ้ามีคนหนึ่งสวมแหวนทองคำและแต่งตัวดีเข้ามาในที่ประชุมของท่าน และมีคนจนคนหนึ่งแต่งตัวซอมซ่อเข้ามาด้วย
3 และท่านสนใจคนที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าอย่างดี และกล่าวโอภาปราศรัยกับเขาว่า 'เชิญท่านนั่งที่นี่เถิด' ในขณะเดียวกันท่านก็พูดกับคนจนนั้นว่า 'แกจงยืนอยู่ที่นั่น' หรือ 'จงนั่งแทบเท้าของเราเถิด'
4 ท่านมิแบ่งชั้นวรรณะ และวินิจฉัยด้วยใจชั่วหรือ" (ยากอบ 2:1-4 ThaiTSV2002)
ความยากจน คือ การขาดสิ่งที่จำเป็นในการดำเนินชีวิต อยากให้เราที่เป็นคริสเตียน ต้อนรับและดูแลคนเหล่านี้อย่างดี เหมือนที่พระเยซูทรงกระทำ
สิ่งหนึ่งที่อยากฝากให้เราจำเอาไว้ ก็คือ
พจนานุกรมของคริสเตียน ไม่มีคำว่าทำไม่ได้ มีแต่คำว่าไม่ได้ท

4. พระเจ้าทรงเป็นความสว่าง

ถ้าโลกนี้ไม่มีดวงอาทิตย์ก็จะมืดทึบ และถ้าอยู่ในความมืด ก็จะไม่เห็นทาง
เมื่อถามคนไทยทั่ว ๆ ไปว่า "ตายแล้วไปไหน" จะมีคำตอบที่ได้ยินบ่อย ๆ คือ "ไม่รู้" และ "แล้วแต่บุญแล้วแต่กรรม" ชีวิตที่ไม่รู้จักพระเจ้า อยู่ในความมืด ไม่รู้ว่าตายแล้วไปไหน ต่คริสเตียนมีพระเจ้า อยู่ในความสว่าง จึงรู้ที่มา และรู้ที่ไป
คริสเตียนต้องเดินตาม พระเจ้า (GOD) เพราะถ้าเดินสวนกับพระเจ้าก็จะกลายเป็น DOG (เดินตามพระเจ้า ก็จะเป็น G-O-D และถ้าเดินสวน ก็จะกลับกัน คือ D-O-G)
พระเจ้าทรงเป็นความสว่าง เดินอยู่ในทางพระเจ้าก็อยู่ในความสว่าง แต่ถ้าเดินสวนกับทางพระเจ้า ก็เดินอยู่ในความมืด

5. พระเจ้าทรงเป็นแหล่งชีวิต

เรามีชีวิตได้ เพราะมีออกซิเจน โดยต้นไม้เป็นผู้ผลิตออกซิเจนแก่เรา และต้นไม้ก็ต้องอาศัยแสงอาทิตย์ในการผลิตออกซิจน และพระเจ้าทรงเป็นดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงสว่างให้แก่ต้นไม้ ดังนั้น พระเจ้าจึงทรงเป็นแหล่งแห่งชีวิต
ชีวิตของมนุษย์ ก็เหมือนกับกิ่งไม้ เมื่อยังติดกับต้นไม้ ก็ยังมีชีวิตอยู่ เพราะยังติดอยู่กับแหล่งของชีวิต แต่เมื่อดึงกิ่งนั้นออก กิ่งนั้นก็จะถูกแยกออกจากแหล่งของชีวิต แม้จะยังเขียวสดอยู๋ แต่กิ่งไม้นั้นมีแต่จะเหี่ยวแห้งลง ข่าวดีก็คือว่าตราบใดที่เซลล์ยังไม่ตายจนหมด ก็ยังสามารถนำมาต่อกับกิ่งใหม่ได้ และกลับมามีชวิตได้

6. พระเจ้าไม่เปลี่ยนแปลง

เช่นเดียวกับดวงอาทิตย์ ไม่ได้เคลื่อนทีไปไหน แม้ว่าจะดูเหมือนว่าพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า และตกในตอนเย็น แต่ในความเป็นจริงคือ โลกต่างหาก ที่หมุนรอบตัวเอง และหมุนรอบดวงอาทิตย์
ถึงแม้ว่ามนุษย์จะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่ว่าพระเจ้าทรงรักเราไม่มีวันเปลี่ยนแปลง พระเจ้ามิได้ทรงรักที่เราน่ารัก แต่พระเจ้าทรงรักเพราะพระเจ้าทรงเป็นความรัก และทรงไม่เปลี่ยนแปลง

7. พระเจ้าทรงเป็นความหวัง

ชีวิตของเราแต่ละวัน มิได้สวยงามทุก ๆ วัน วันพรุ่งนี้เราไม่สามารถที่จะ control ได้ ชีวิตเราไม่สามารถควบคุมได้ แต่ถ้าหากมีพระเจ้า ชีวิตเราก็จะมีความหวัง
มีบทเพลงหนึ่ง มีความหมายดีมาก
"พระเจ้าจัดเตรียมหนทางแก่ฉันเสมอ
พระเจ้าจัดเตรียมหนทางแก่ฉันเสมอ
เมื่อฉันทูลพระเจ้าของฉัน คืนอันมืดกลายเป็นสว่าง
พระเจ้าจัดเตรียมหนทางแก่ฉันเสมอ"
ความน่ากลัวที่สุดของมนุษย์ มิใช่ความตาย แต่เป็นความสิ้นหวัง
ตัวอย่างที่น่าศึกษา คือ ลักษณะของ "ดอกทานตะวัน" เมื่อสังเกต จะพบว่า ดอกทานตะวันหันหน้าไปยังแสงอาทิตย์เสมอ และดอกทานตะวันอยู่ได้ก็เพราะตะวัน แม้เมื่อมีเมฆมมาบังดวงอาทิตย์ มันก็ยังคงมองหน้าไปทางดวงอาทิตย์อยู่ดี ไม่กลัวว่าเมฆจะมาบังดวงอาทิตย์จนมิด เพราะในที่สุดแล้ว เมฆก็จะไป และดวงอาทิตย์ก็ยังคงอยู่
เช่นเดียวกัน อย่าให้เรากลัวในสิ่งใดเลย เพราะเรามีพระเจ้าผู้ทรงเป็นความหวังแก่เรา ในพระคัมภีร์มีคำว่า "อย่ากลัวเลย" ถึง 366 ครั้ง ดังนั้น ขออย่าให้คริสเตียนกลัวในสิ่งใดเลย แต่ให้มีความหวังในพระเจ้าอยู่เสมอ