วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2556
วันเสาร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
กลับมาอีกครั้งหนึ่ง...
คืนนี้เป็นอีกคืนหนึ่งที่กำลังติดตาม ละครเรื่องคุณชาย
คุณชายรัชชานนท์
พอดีในรอบหลายเดือนที่ผ่านมานั้น
ไม่ได้อัพเดท บล๊อกเลย
ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงเข้าถึงเวปไม่ได้เลย หลังจากที่ได้กลับมาอัพเดทอีกครั้ง
ชีวิตช่วงหลายๆเดือนที่ผ่านมานั้น ผ่านเรื่องราวมากมาย
เรื่องเศร้า เรื่องดี เรื่องทำให้ปวดหัวคิดมาก
วันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556
การทะลุทะลวงฝ่ายวิญญาณสู่การฟื้นฟู
Intimacy ใกล้ชิดสนิทสนม
ถ้าคุณไม่เคยออกกำลังกายจนได้เหงื่อ จนร่างกายหลั่งเอนโดฟินออกมาคุณก็จะไม่ติดใจการออกกำลังกาย ถึงแม้จะรู้ว่าออกกำลังกายเป็นประจำนั้นมีผลดีอย่างไรก็ตาม บางคนต้องจ่ายเงินเป็นหมื่นบาทสมัครสมาชิกฟิตเนสชื่อดังเพื่อบังคับตัวให้ออกกำลังกายเป็นประจำแต่ไปจริงแค่ปีละไม่กี่ครั้งเอง ชีวิตฝ่ายวิญญาณเรื่องการใกล้ชิดสนิทกับพระเจ้าก็เหมือนกันถ้าคุณไม่เคยสัมผัสกับการที่ได้อยู่ใกล้ชิดสนิทสนมกับพระเจ้าผู้เป็นที่รักของเรา ไม่เคยรู้สึกดีๆ อบอุ่นใจ คุณก็จะไม่เข้าใจว่าการอยู่ใกล้ชิดพระเจ้านั้นยอดเยี่ยม สุขใจเพียงไร คุณก็จะไม่ติดใจพระองค์ อยากใกล้ชิดพระองค์เรื่อยๆ อยากใกล้ชิดมากขึ้น เหมือนชายหญิงที่รักกัน อยากใกล้ชิดกันและกัน แค่นั่งจับมือกันก็สุขใจแล้ว ยามรักน้ำต้มผักก็หวาน เหมือนความรักของยาโคบรักนางราเชลยอมทำงานหนัก 7 ปีเพื่อให้ได้เธอ พระคัมภีร์บันทึกว่า.” เห็นเป็นน้อยวันเพราะเขารักเธอ “ ถ้าเรารู้สึกดีๆต่อพระเจ้าของเราแล้ว การเข้าใกล้พระองค์ก็เป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นเรื่องของหัวใจปรารถนา พระคริสตธรรมคัมภีร์ก็บอกกับเราเชิงคำสั่งว่า
“ จงเข้าใกล้พระเจ้า แล้วพระเจ้าจะเข้าใกล้ท่าน Let us draw near to God , He will draw near to us”
เราเองต้องเข้าหาพระเจ้าก่อน แล้วอะไรเป็นอุปสรรคที่ทำให้เราไม่เข้าใกล้พระเจ้า ทั้งที่เราอยากเข้าใกล้พระเจ้า
3 ปัจจัยที่ทำให้เราไม่เข้าใกล้ชิดพระเจ้า
1.ความคิดจอมปลอม การโกหกหลอกลวงจากซาตาน คำโกหกยอดนิยมที่ซาตานใส่เข้ามาในความคิดของคริสเตียนเสมอๆ คือ พระเจ้าไม่ได้รักคุณ พระเจ้าไม่ชอบคุณ พระเจ้าเกลียดคุณ พระเจ้ารักคนอื่นมากกว่า ถ้าเราสะสมคำโกหกนี้ไว้ในความคิด เราจะมีพฤติกรรมที่ถดถอย เราจะพยายามทำดี พยามยามรับใช้ทำให้พระเจ้าพอใจ เราจะเหนื่อยมากับการทำงานหนัก รู้สึกทำเท่าไรดูเหมือนว่าเรายังไม่ใช่คนโปรดของพระเจ้า
2. ขาดประสบการณ์ พบกับพระเจ้า experience GOD เราต้องพบกับพระเจ้าด้วยตัวของเราเอง นอกจากการรับการอธิษฐาน หรือ รับพันธกิจเพื่อการเยี่ยวยารักษา เราต้องพบพระเจ้าในชีวิตส่วนตัวของเรา เวลาอยู่คนเดียว ที่บ้าน ที่ทำงาน ในรถ แล้วเราจะพบพระเจ้ากี่ครั้งถึงพอ เราจะใกล้ชิดคนที่เราไม่เคยพบได้อย่างไร พระเยซูเคยพูดกับฟารีซายว่า “ท่านทั้งหลายค้นในพระคัมภีร์คิดว่าในนั้นมีชีวิตนิรันดร์ แต่ท่านไม่มาหาเราเพื่อจะจะได้ชีวิต
3.ขาดการเปิดเผยสำแดง Revelation .” ขาดการเปิดเผยสำแดง ว่าพระเจ้า ทรงเสาะหาเรา พระเจ้าต้องการเรา พระเจ้าชอบเรา “ ขาดการเปิดเผยสำแดงว่า พระเจ้าคือผู้ใด ถ้าเรารู้จักพระองค์ เราก็จะปรารถนาพระองค์ ไม่มีใครไม่อยากอยู่ใกล้คนที่รักเราฉันใด ถ้าเรารับการเปิดเผยสำแดงที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเราอยากจะเข้าใกล้พระองค์เอง สุดยอดของการเปิดเผยสำแดงคือการสำแดงให้เรารู้จักพระเจ้าว่าพระองค์ทรงเป็นอย่างไร คิด และรู้สึกต่อเราอย่างไร .”พระจ้าชอบเรามาก แม้ว่าเราจะไม่เคยทำอะไรที่สมควร.” พระบิดาบอกพระเยซูว่า “ เจ้าเป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก “ ก่อนที่พระเยซูจะรับใช้ พระบิดาประกาศว่า เราเป็นที่โปรดปรานของพระองค์ นี่คือการเปิดเผยสำแดงที่พระองค์อยากให้กับผู้เชื่อ คือ เราคือคนโปรดของพระเจ้าแม้เราไม่เคยทำอะไรให้พระองค์เลย แม้เราจะไม่รับใช้ เราคือคนโปรด ก่อนที่เราจะรู้เสียอีก เพียงเสียงเรียกของเรา เพียงเราเข้ามาหาพระองค์ หัวใจของพระองค์ก็พองโต หัวใจของพระองค์ก็ยินดี เพราะพระลักษณะเด่นของพระเจ้านั้นเต็มไปด้วยความยินดี GOD of Gladness ทำไม่พระองค์ให้เราเข้าหาพระองค์ก่อน เพราะพระองค์ต้องการ”ใจสมัคร .” แสดงความเต็มใจในการเลือกพระองค์ แท้จริงแล้วพระองค์ทรงเสาะหาเรา เหมือนพระองค์ทรงทิ้งฟ้าสวรรค์ ลงมาเป็นบุตรมนุษย์ มาสื่อสาร มาสำแดง ว่าพระองค์ผู้ทรงรักเราเพียงใด ….
การเปิดเผยสำแดง พระลักษณะของพระเจ้า เชิงสัมพันธภาพ 2 แบบ
พระเจ้าทรงเป็น พระบิดา God as Father ที่รัก เอื้ออาธรณ์ ห่วงใย พระองค์มีสัมพันธภาพแบบพ่อแม่ที่เป็นผู้ให้ ผู้เลี้ยงดู ไม่ว่าลูก(ผู้เชื่อ)จะเป็นอย่างไรก็รักลูกเสมอ การเปิดเผยสำแดงนี้เองที่เป็นรากฐานของความเข้าใจเรื่องการบำบัดภายใน ความรักอันอบอุ่นของพระบิดาเยียวยาเรา รักษาบาดแผลที่เราได้รับจากพ่อแม่ในวัยเด็กของเรา
พระเจ้าทรงเป็นคนรัก God as Lover องค์เจ้าบ่าว ที่ปรารถนาสัมพันธภาพที่ลึกซึ้งห่วงหาอาธรณ์ เป็นเจ้าเข้าเจ้าของ ไม่ยอมให้เราเป็นของพระอื่นหรือสิ่งอื่น รักเราทั้งที่เราไม่นารัก จำความผิดเราไม่ได้ ทั้งรักทั้งผูกพัน พระคัมภีร์ให้ความคิดของการ “ เทียมแอก “ “ร่วมครอบครอง” พระเยซูไม่ต้องการแค่ไถ่เรา ยกโทษบาปให้เราเท่านั้น พระองค์ต้องการสร้างเราให้เป็น เจ้าสาวที่คู่ควรที่จะครอบครองร่วมกับพระองค์ เพราะเราจะได้ครอบครองโลกกับพระองค์อย่างบริบูรณ์จริงๆในยุคพันปี พระองค์จึงใช้เวลาเตรียมเจ้าสาวของพระองค์ให้พร้อม ให้รักพระองค์ด้วยใจสมัคร
จากปฐมกาลบทที่1 ..2 พระเจ้าทรงสร้างโลกนี้อย่างงดงาม สมบูรณ์แบบ แผ่นดิน ท้องทะเล ท้องฟ้า ต้นไม้ ธรรมชาติงดงาม สัตว์นานาพันธ์ อาหารบริบูรณ์ ไม่มีมลภาวะ ไม่มีความขาดแคน มีความสุข อาดัมคุยกับพระเจ้าในสวน อาดัมปกครองแผ่นดินโลกและสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง เขาแต่งงานกับผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก แต่ในท่ามกลางความสมบูรณ์แบบนั้นเอง อาดัมและเอวาได้เลือกปฎิเสธพระเจ้าด้วยการกินผลไม้ที่พระเจ้าห้าม วันนั้นที่อาดัมได้กินผลไม้ แน่นอนพระเจ้าทรงเห็น และพระองค์รู้แล้วว่าวันหนึ่งพระองค์จะมีคนที่จะเลือกพระองค์ไม่ว่าสถานการณ์รอบข้างจะเป็นอย่างไร พระเจ้าไม่ไช่แค่เตรียมแผนการไถ่ให้เรารอดจากบาปและผลของบาปเท่านั้นพระองค์ พระองค์ต้องการสร้างมนุษย์ใหม่ที่เต็มไปด้วยสิทธิอำนาจ เป็นเจ้าสาวที่รู้ใจเจ้าบ่าว เป็นคนที่ได้รับการไถ่ที่ไม่ใช่แค่รอดจากบาปแต่รู้ใจพระเจ้า รักพระเจ้า และเลือกพระองค์เสมอ พระเจ้ากำลังพามนุษย์มุ่งไปสู่จุดหมายปลายทาง ปลายทางของประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติ ปรากฏในหนังสือ วิวรณ์บทที่ 19 คือ งานมงคลสมรสของพระเมษโปดก ( แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนกษัตริย์องค์หนึ่ง เตรียมงานมงคลสมรสให้บุตรของพระองค์ มัดธาย 24) เราผู้ที่พระเจ้าไถ่ไว้ กำลังเดินทางสู่งานมงคลสมรสที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ ขณะนี้พระองค์กำลังเตรียมเจ้าสาวของพระองค์ให้คู่ควร ให้ครอบครอง เคียงคู่กับพระองค์ มั่นใจในความรักของพระเจ้าเสมอในทุกสถานการณ์ของชีวิต ในยามทุกข์ ในยามสุข ในความมั่งคั่ง และ ยากจน และในท้ายสุดของหนังสือวิวรณ์บอกว่า .” พระวิญญาณ และ เจ้าสาว บอกว่า เชิญมาเถิด “ วันหนึ่งเจ้าสาวและพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเป็นหนึ่งเดียวกัน ร้องเชิญพระเยซู “ เชิญมาเถิด” …….
ให้เรามาพิจารณารายละเอียด ในบทเพลงโซโลมอน ที่เป็นหนังสือที่จะช่วยให้เราเข้าใจพระเจ้าอย่างที่พระเจ้าเป็น รายละเอียดในหนังสือนี้ จะเปิดเผยให้เรารู้จัก อารมณ์ความรู้สึกของพระเจ้า ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน
การใกล้ชิดสนิทสนมพระเจ้า เป็นการเดินทางที่พัฒนาได้ด้วยการเปิดเผยสำแดงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่ต้องสะสม เพิ่มพูนด้วยประสบการณ์พบพระเยซูมากขึ้นๆ พระเจ้าจะพาเราเดินผ่านวิกฤตการณ์ของชีวิต ทั้งความรู้สึกลบที่มีต่อตัวเอง อัตลักษณ์ที่ผิดๆ มองตัวเองด้วยความคิดของโลกนี้ เช่นค่าของเราอยู่ที่การรับใช้ อยู่ที่ผลงาน ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน พระเจ้าพาเราผ่านวิกฤติการณ์ของชีวิต ขณะที่พระเจ้ากำลังเขย่าทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา ทุกอย่างรอบตัวเราสั่นไหว แต่ พระเจ้าจะพาเราเข้าไปสู่ที่ที่ไม่สั่นไหว ที่ที่มั่นคง ในความรักอันมั่นคงของพระองค์ พระเจ้าจะพัฒนาชีวิตการนมัสการภายในของเรา เมื่อเราพบพระองค์ลึกซึ้งมากขึ้น การนมัสการของเราถูกปลุกเร้าจากการที่เราได้พบพระองค์ ด้วยการเปิดเผยสำแดง เราเห็นพระองค์ เราจะรู้สึกว่าพระองค์ยอดเยี่ยม ประเสริฐ ล้ำเลิศ เหมือน “ พระองค์ทรงล้ำเลิศเหนือ หมื่นๆคน ที่รักของฉัน เขาเป็นเอกในท่ามกลางหมื่นๆคน … (ซลม 5:10)
พระเจ้ามองดูเจ้าสาวของพระองค์ ไม่ว่าตอนนี้จะอ่อนแอ ไม่บริสุทธ์ ยังไม่งดงามเพียงใด พระองค์มองเราไปที่อนาคตข้างหน้า “ ที่รักของฉันเอ๋ย ….. แม่เป็นสง่าน่าคร้ามเกรงดุจกองทัพมีธงประจำ…..”( ซลม 5:4 )
พระเจ้าทรงมุ่งมั่น ทุ่มเทที่จะตกแต่งให้เจ้าสาวของพระองค์ งดงาม ครอบครอง คู่ควรกับองค์เจ้าบ่าว เราไม่ยืนอยู่บนความมุ่งมั่นของเราแต่บนความมุ่งมั่นของพระองค์ผู้เป็นที่รักยิ่ง และจะไม่ปล่อยเราไปตามยถากรรม เพียงแต่ ให้เราเข้าใกล้พระเจ้า……………..แล้วพระองค์จะเข้าใกล้ท่าน แน่นอน พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่อยู่ใกล้ ไม่ใช่พระเจ้าที่อยู่ไกล พระเจ้าคิดถึงท่าน คิดถึงมากกกกกกกกกกก พระเจ้าทรงเสาะหาเรา……แม้เราไม่เคยคิดที่จะแสวงหาพระองค์ เมื่อเราพบพระองค์ครั้งแล้วครั้งเล่า เราก็จะคิดถึงพระองค์ “ เหมือน ดาวิด บอกว่า คร่ำครวญคิดถึงพระเจ้า แม้บนที่นอน ……..สดด )
พระคัมภีร์ได้ให้ความเข้าใจเรื่อง ใกล้ชิดสนิทสนมในหลายตอนทั้งพระคัมภีร์เดิมและใหม่ ในหนังสือโฮเชยาพระเจ้าทรงใช้โฮเชยาไปรับหญิงที่นอกใจเขาให้กลับมาเป็นภรรยา เพื่อสอนใจคนอิสราเอลว่าแม้เขานอกใจพระยาเวห์พระองค์ก็ทรงรักเขา หนังสือบทเพลงโซโลมอนเป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่บรรยายว่าพระเจ้าปรารถนาให้เรามีความสัมพันธ์กับพระองค์เหมือนคนรัก เหมือนกษัตริย์โซโลมอนรักหญิงชาวชูเนม ที่ได้บรรยายถึงความรู้สึกของเจ้าบ่าวที่มีต่อเจ้าสาวที่จะเปลี่ยนความคิดของเราไปเลย ว่า นี่คือความคิด ความรู้สึกของพระเจ้าที่มีต่อเราจริงๆนะเนี่ย!
การเริ่มต้นของบทเพลงรักนี้คือการเปิดเผยสำแดง ( ขอจุมพิตฉัน…..การแตะต้องสัมผัสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ) สัมผัสแรกจากพระวิญญาณทำให้รู้รสความรักของพระเจ้า (ซลม 1:2)
2ขอเขาจุบดิฉัน ด้วยจุบจากปากของเขา เพราะว่าความรักของเธอดีกว่าเหล้าองุ่น
บทเพลงโซโลมอนให้ความเข้าใจว่า นี่คือวิถีชีวิต วิถีแห่งปัญญา ทีนำสู่ชีวิตที่ใกล้ชิดสนิทสนมที่เต็มไปด้วยสิทธิอำนาจ ( A path of wisdom to authoritative Intimacy) ที่ไม่ได้เกิดขึ้นข้ามคืนแต่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ผู้เชื่อ/เจ้าสาวได้พบกับพระเจ้าของเธอ แม้เมื่อเธอเริ่มพบกับวิกฤตกาลในชีวิตครั้งแรก “ถึงฉันจะดำ ก็ดำขำ” ปัญหาที่ผู้เชื่อ/เจ้าสาวรู้สึกว่าตัวเองบกพร่อง ไม่งามหมดจด ตัวดำ ไม่สวย ปัญหาใหญ่เมื่อเรามองดูตัวเองด้วยสายตาของมนุษย์เราจะไม่ชอบตัวเราเลย แต่เมื่อพบกับพระองค์ผู้เป็นองค์เจ้าบ่าวของเราแล้วพระองค์ทรงบอกว่าเรางดงาม เรางาม และด้วยสายตาที่พระองค์มองดูเรา เราเชื่อ เราก็เข้าหา เข้าใกล้พระเจ้าได้โดยไม่ต้องงามก่อน พระองค์ทรงรักเราทั้งที่เราดำ มีตำหนิ อ่อนแอ ขี้ท้อใจ ซึมเศร้าง่าย พระองค์ทรงรักเจ้าสาวคนนี้แหละ ด้วยความรักนี้พระองค์ทรงพาเราไปที่งานเลี้ยงเฉลิมฉลอง ( ซลม2 ) พาเราให้ดื่มด่ำในความรักของพระองค์ สัมผัสในความรักของพระเจ้าเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ การที่จะรู้สึกว่ามีใครสักคนรักเรา รักเรา ช่างเป็นสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตได้วิเศษอะไรเช่นนี้ เรารู้สึกว่าเรามีคุณค่า เรามั่นใจในความรักของพระเจ้าที่มีต่อเรา ยิ่งได้ใช้เวลาอยู่กับพระองค์ก็ได้รู้จักพระองค์มากขึ้น ดังคำที่เขียนไว้ว่าได้ลิ้มรสหวาน… (ซลม 2:2-3)
ดอกพลับพลึงท่ามกลางต้นกระชับนั้นอย่างไร ที่รักของฉันก็อยู่เด่นในท่ามกลางสาวอื่นๆอย่างนั้น
ต้นท้อขึ้นอยู่กลางต้นไม้ป่าอย่างไร ที่รักของดิฉันก็อยู่ท่ามกลางชายหนุ่มอื่นๆอย่างนั้น
ดิฉันอยากนั่งอยู่ใต้ร่มของเขา และผลของเขา ดิฉันได้ลิ้มรสหวาน
องค์เจ้าวบ่าวของเราอยากให้เรารู้จักกับความรักของพระองค์มากขึ้น พระองค์ทรงพาเราออกไปยังที่ที่เราไม่คุ้นเคย (out of comfort zone) ในบทที่สาม เมื่อเจ้าสาวได้พรัดพรากจากเจ้าบ่าวอันเป็นที่รัก เดินสู่ สงครามฝ่ายวิญญาณในบทที่ สี่ และเดินสู่คำคืนที่มืดมิดและยาวนาน องค์เจ้าบ่าวพาเจ้าสาวสู่ช่วงเวลาที่เจ็บปวดดูเหมือนไม่มีทางออก (dark night of soul) และในที่สุด เจ้าสาวก็ออกมาจากถิ่นทุรกันดาร ผ่านศึกสงครามอย่างมีชัยชนะ (ซลม 6:4,10) 4ที่รักของฉันเอ๋ย แม่ช่างสวยงามประหนึ่งเมืองทีรซาห์ และงามเย็นตาดังเยรูซาเล็ม แม่เป็นสง่าน่าคร้ามเกรงดังกองทัพ 5ขอเบือนเนตรไปจากฉันเถอะ
เพราะว่าฉันแพ้นัยน์ตาของเธอแล้ว …..10“แม่สาวคนนี้เป็นผู้ใดหนอ เมื่อมองลงก็ดังอรุโณทัย
แจ่มจรัสดังดวงจันทร์ กระจ่างจ้าดังดวงสุริยัน สง่าน่าเกรงขามดังกองทัพมีธงประจำ การเดินกับองค์เจ้าบ่าวผ่านร้อนผ่านหนาวทำให้เธองดงามเข้มแข็ง และเจ้าสาวพูดอย่างมั่นใจ 7:10 ว่า ตัวดิฉันเป็นกรรมสิทธิ์ของที่รักของดิฉัน และความปรารถนาของเขาก็เจาะจงเอาตัวดิฉัน
เจ้าสาวเดินใกล้ชิดกับองค์เจ้าบ่าว เธอมีชัยชนะดุจกองทัพที่ผ่านศึกสงคราม เดินออกมาจากถิ่นทุรกันดารอิงแอบแนบพระองค์ผู้เป็นที่รักยิ่ง เพราะความรักมากมายที่เธอได้รับเธอไม่กลัวอนาคตอีกต่อไป ดัง ซลม 8:5-10
แม่คนนี้ที่ขึ้นมาจากถิ่นทุรกันดาร อิงแอบแนบมากับคู่รัก คือใครที่ไหนหนอ
ดิฉันได้ปลุกเธอเมื่อเธออยู่ใต้ต้นท้อ ที่นั่นแหละที่มารดาของเธอได้ปวดร้าวเพราะเธอ
ที่ตรงนั้นแหละผู้ที่คลอดเธอได้เจ็บครรภ์
จงแนบดิฉันไว้ให้เป็นเนื้อเดียว ดุจดวงตราแขวนอยู่ที่ใจของเธอ ประดุจดวงตราบนแขนของเธอ
เพราะความรักนั้นเข้มแข็งอย่างความตาย ความรักรุนแรงก็ดุเดือดเหมือนแดนคนตาย
และประกายแห่งความรักรุนแรงนั้นก็คือประกายเพลิง คือประกายเพลิงที่แสนรุนแรง
7น้ำมากหลายไม่อาจดับความรักให้มอดเสียได้ หรืออุทกธารทั้งหลายไม่อาจท่วมความรักให้สำลัก ตายเสียได้ แม้ว่าคนใดจะเอาทรัพย์สมบัติในเหย้าเรือนของตนทั้งสิ้น มาแลกกับความรักนั้น
คนนั้นคงได้รับความหมิ่นประมาทจากคน ทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง
บทเพลงโซโลมอนช่วยให้เราอยู่ใกล้พระเจ้า สนิทสนมกับพระองค์ เดินกับพระองค์ด้วยความมั่นใจในความรักของพระองค์ ไว้วางใจในการนำของพระองค์ พระองค์จะสอนเราให้ทำสงครามด้วยสิทธิอำนาจ ให้เราเป็นเจ้าสาวที่คู่ควรเทียมแอกกับพระองค์ ที่ความรัก ไฟรักร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ
บทเพลงโซโลมอน คล้ายกับ คำอธิษฐานของพระเยซู ( ยฮ 17 : 24-26 ) “อยู่ในที่พระเยซูอยู่…………ให้ความรักที่พระบิดารักพระเยซูอยู่ในผู้เชื่อ ……….” ถ้าเพียงแต่เราได้อยู่กับพระองค์เราก็จะซาบซึ้งในความรักของพระองค์ที่มีต่อเรา ดังคำอธิษฐานของ อ.เปาโลเพื่อคริสตจักรเอเฟซัสให้ซาบซึ้งในความรักของพระเจ้า… เพื่อเราจะรับความไพบูลย์ของพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม ( อฟซ 3) หนุนใจให้เราใช้พระคัมภีร์นี้มาอธิษฐานในชีวิตประจำวัน โดยเริ่มจาก อฟซ 1 :17..ขอการเปิดเผยสำแดง ……….
ถ้าคุณไม่เคยออกกำลังกายจนได้เหงื่อ จนร่างกายหลั่งเอนโดฟินออกมาคุณก็จะไม่ติดใจการออกกำลังกาย ถึงแม้จะรู้ว่าออกกำลังกายเป็นประจำนั้นมีผลดีอย่างไรก็ตาม บางคนต้องจ่ายเงินเป็นหมื่นบาทสมัครสมาชิกฟิตเนสชื่อดังเพื่อบังคับตัวให้ออกกำลังกายเป็นประจำแต่ไปจริงแค่ปีละไม่กี่ครั้งเอง ชีวิตฝ่ายวิญญาณเรื่องการใกล้ชิดสนิทกับพระเจ้าก็เหมือนกันถ้าคุณไม่เคยสัมผัสกับการที่ได้อยู่ใกล้ชิดสนิทสนมกับพระเจ้าผู้เป็นที่รักของเรา ไม่เคยรู้สึกดีๆ อบอุ่นใจ คุณก็จะไม่เข้าใจว่าการอยู่ใกล้ชิดพระเจ้านั้นยอดเยี่ยม สุขใจเพียงไร คุณก็จะไม่ติดใจพระองค์ อยากใกล้ชิดพระองค์เรื่อยๆ อยากใกล้ชิดมากขึ้น เหมือนชายหญิงที่รักกัน อยากใกล้ชิดกันและกัน แค่นั่งจับมือกันก็สุขใจแล้ว ยามรักน้ำต้มผักก็หวาน เหมือนความรักของยาโคบรักนางราเชลยอมทำงานหนัก 7 ปีเพื่อให้ได้เธอ พระคัมภีร์บันทึกว่า.” เห็นเป็นน้อยวันเพราะเขารักเธอ “ ถ้าเรารู้สึกดีๆต่อพระเจ้าของเราแล้ว การเข้าใกล้พระองค์ก็เป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นเรื่องของหัวใจปรารถนา พระคริสตธรรมคัมภีร์ก็บอกกับเราเชิงคำสั่งว่า
“ จงเข้าใกล้พระเจ้า แล้วพระเจ้าจะเข้าใกล้ท่าน Let us draw near to God , He will draw near to us”
เราเองต้องเข้าหาพระเจ้าก่อน แล้วอะไรเป็นอุปสรรคที่ทำให้เราไม่เข้าใกล้พระเจ้า ทั้งที่เราอยากเข้าใกล้พระเจ้า
3 ปัจจัยที่ทำให้เราไม่เข้าใกล้ชิดพระเจ้า
1.ความคิดจอมปลอม การโกหกหลอกลวงจากซาตาน คำโกหกยอดนิยมที่ซาตานใส่เข้ามาในความคิดของคริสเตียนเสมอๆ คือ พระเจ้าไม่ได้รักคุณ พระเจ้าไม่ชอบคุณ พระเจ้าเกลียดคุณ พระเจ้ารักคนอื่นมากกว่า ถ้าเราสะสมคำโกหกนี้ไว้ในความคิด เราจะมีพฤติกรรมที่ถดถอย เราจะพยายามทำดี พยามยามรับใช้ทำให้พระเจ้าพอใจ เราจะเหนื่อยมากับการทำงานหนัก รู้สึกทำเท่าไรดูเหมือนว่าเรายังไม่ใช่คนโปรดของพระเจ้า
2. ขาดประสบการณ์ พบกับพระเจ้า experience GOD เราต้องพบกับพระเจ้าด้วยตัวของเราเอง นอกจากการรับการอธิษฐาน หรือ รับพันธกิจเพื่อการเยี่ยวยารักษา เราต้องพบพระเจ้าในชีวิตส่วนตัวของเรา เวลาอยู่คนเดียว ที่บ้าน ที่ทำงาน ในรถ แล้วเราจะพบพระเจ้ากี่ครั้งถึงพอ เราจะใกล้ชิดคนที่เราไม่เคยพบได้อย่างไร พระเยซูเคยพูดกับฟารีซายว่า “ท่านทั้งหลายค้นในพระคัมภีร์คิดว่าในนั้นมีชีวิตนิรันดร์ แต่ท่านไม่มาหาเราเพื่อจะจะได้ชีวิต
3.ขาดการเปิดเผยสำแดง Revelation .” ขาดการเปิดเผยสำแดง ว่าพระเจ้า ทรงเสาะหาเรา พระเจ้าต้องการเรา พระเจ้าชอบเรา “ ขาดการเปิดเผยสำแดงว่า พระเจ้าคือผู้ใด ถ้าเรารู้จักพระองค์ เราก็จะปรารถนาพระองค์ ไม่มีใครไม่อยากอยู่ใกล้คนที่รักเราฉันใด ถ้าเรารับการเปิดเผยสำแดงที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเราอยากจะเข้าใกล้พระองค์เอง สุดยอดของการเปิดเผยสำแดงคือการสำแดงให้เรารู้จักพระเจ้าว่าพระองค์ทรงเป็นอย่างไร คิด และรู้สึกต่อเราอย่างไร .”พระจ้าชอบเรามาก แม้ว่าเราจะไม่เคยทำอะไรที่สมควร.” พระบิดาบอกพระเยซูว่า “ เจ้าเป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก “ ก่อนที่พระเยซูจะรับใช้ พระบิดาประกาศว่า เราเป็นที่โปรดปรานของพระองค์ นี่คือการเปิดเผยสำแดงที่พระองค์อยากให้กับผู้เชื่อ คือ เราคือคนโปรดของพระเจ้าแม้เราไม่เคยทำอะไรให้พระองค์เลย แม้เราจะไม่รับใช้ เราคือคนโปรด ก่อนที่เราจะรู้เสียอีก เพียงเสียงเรียกของเรา เพียงเราเข้ามาหาพระองค์ หัวใจของพระองค์ก็พองโต หัวใจของพระองค์ก็ยินดี เพราะพระลักษณะเด่นของพระเจ้านั้นเต็มไปด้วยความยินดี GOD of Gladness ทำไม่พระองค์ให้เราเข้าหาพระองค์ก่อน เพราะพระองค์ต้องการ”ใจสมัคร .” แสดงความเต็มใจในการเลือกพระองค์ แท้จริงแล้วพระองค์ทรงเสาะหาเรา เหมือนพระองค์ทรงทิ้งฟ้าสวรรค์ ลงมาเป็นบุตรมนุษย์ มาสื่อสาร มาสำแดง ว่าพระองค์ผู้ทรงรักเราเพียงใด ….
การเปิดเผยสำแดง พระลักษณะของพระเจ้า เชิงสัมพันธภาพ 2 แบบ
พระเจ้าทรงเป็น พระบิดา God as Father ที่รัก เอื้ออาธรณ์ ห่วงใย พระองค์มีสัมพันธภาพแบบพ่อแม่ที่เป็นผู้ให้ ผู้เลี้ยงดู ไม่ว่าลูก(ผู้เชื่อ)จะเป็นอย่างไรก็รักลูกเสมอ การเปิดเผยสำแดงนี้เองที่เป็นรากฐานของความเข้าใจเรื่องการบำบัดภายใน ความรักอันอบอุ่นของพระบิดาเยียวยาเรา รักษาบาดแผลที่เราได้รับจากพ่อแม่ในวัยเด็กของเรา
พระเจ้าทรงเป็นคนรัก God as Lover องค์เจ้าบ่าว ที่ปรารถนาสัมพันธภาพที่ลึกซึ้งห่วงหาอาธรณ์ เป็นเจ้าเข้าเจ้าของ ไม่ยอมให้เราเป็นของพระอื่นหรือสิ่งอื่น รักเราทั้งที่เราไม่นารัก จำความผิดเราไม่ได้ ทั้งรักทั้งผูกพัน พระคัมภีร์ให้ความคิดของการ “ เทียมแอก “ “ร่วมครอบครอง” พระเยซูไม่ต้องการแค่ไถ่เรา ยกโทษบาปให้เราเท่านั้น พระองค์ต้องการสร้างเราให้เป็น เจ้าสาวที่คู่ควรที่จะครอบครองร่วมกับพระองค์ เพราะเราจะได้ครอบครองโลกกับพระองค์อย่างบริบูรณ์จริงๆในยุคพันปี พระองค์จึงใช้เวลาเตรียมเจ้าสาวของพระองค์ให้พร้อม ให้รักพระองค์ด้วยใจสมัคร
จากปฐมกาลบทที่1 ..2 พระเจ้าทรงสร้างโลกนี้อย่างงดงาม สมบูรณ์แบบ แผ่นดิน ท้องทะเล ท้องฟ้า ต้นไม้ ธรรมชาติงดงาม สัตว์นานาพันธ์ อาหารบริบูรณ์ ไม่มีมลภาวะ ไม่มีความขาดแคน มีความสุข อาดัมคุยกับพระเจ้าในสวน อาดัมปกครองแผ่นดินโลกและสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง เขาแต่งงานกับผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก แต่ในท่ามกลางความสมบูรณ์แบบนั้นเอง อาดัมและเอวาได้เลือกปฎิเสธพระเจ้าด้วยการกินผลไม้ที่พระเจ้าห้าม วันนั้นที่อาดัมได้กินผลไม้ แน่นอนพระเจ้าทรงเห็น และพระองค์รู้แล้วว่าวันหนึ่งพระองค์จะมีคนที่จะเลือกพระองค์ไม่ว่าสถานการณ์รอบข้างจะเป็นอย่างไร พระเจ้าไม่ไช่แค่เตรียมแผนการไถ่ให้เรารอดจากบาปและผลของบาปเท่านั้นพระองค์ พระองค์ต้องการสร้างมนุษย์ใหม่ที่เต็มไปด้วยสิทธิอำนาจ เป็นเจ้าสาวที่รู้ใจเจ้าบ่าว เป็นคนที่ได้รับการไถ่ที่ไม่ใช่แค่รอดจากบาปแต่รู้ใจพระเจ้า รักพระเจ้า และเลือกพระองค์เสมอ พระเจ้ากำลังพามนุษย์มุ่งไปสู่จุดหมายปลายทาง ปลายทางของประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติ ปรากฏในหนังสือ วิวรณ์บทที่ 19 คือ งานมงคลสมรสของพระเมษโปดก ( แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนกษัตริย์องค์หนึ่ง เตรียมงานมงคลสมรสให้บุตรของพระองค์ มัดธาย 24) เราผู้ที่พระเจ้าไถ่ไว้ กำลังเดินทางสู่งานมงคลสมรสที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ ขณะนี้พระองค์กำลังเตรียมเจ้าสาวของพระองค์ให้คู่ควร ให้ครอบครอง เคียงคู่กับพระองค์ มั่นใจในความรักของพระเจ้าเสมอในทุกสถานการณ์ของชีวิต ในยามทุกข์ ในยามสุข ในความมั่งคั่ง และ ยากจน และในท้ายสุดของหนังสือวิวรณ์บอกว่า .” พระวิญญาณ และ เจ้าสาว บอกว่า เชิญมาเถิด “ วันหนึ่งเจ้าสาวและพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเป็นหนึ่งเดียวกัน ร้องเชิญพระเยซู “ เชิญมาเถิด” …….
ให้เรามาพิจารณารายละเอียด ในบทเพลงโซโลมอน ที่เป็นหนังสือที่จะช่วยให้เราเข้าใจพระเจ้าอย่างที่พระเจ้าเป็น รายละเอียดในหนังสือนี้ จะเปิดเผยให้เรารู้จัก อารมณ์ความรู้สึกของพระเจ้า ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน
การใกล้ชิดสนิทสนมพระเจ้า เป็นการเดินทางที่พัฒนาได้ด้วยการเปิดเผยสำแดงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่ต้องสะสม เพิ่มพูนด้วยประสบการณ์พบพระเยซูมากขึ้นๆ พระเจ้าจะพาเราเดินผ่านวิกฤตการณ์ของชีวิต ทั้งความรู้สึกลบที่มีต่อตัวเอง อัตลักษณ์ที่ผิดๆ มองตัวเองด้วยความคิดของโลกนี้ เช่นค่าของเราอยู่ที่การรับใช้ อยู่ที่ผลงาน ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน พระเจ้าพาเราผ่านวิกฤติการณ์ของชีวิต ขณะที่พระเจ้ากำลังเขย่าทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา ทุกอย่างรอบตัวเราสั่นไหว แต่ พระเจ้าจะพาเราเข้าไปสู่ที่ที่ไม่สั่นไหว ที่ที่มั่นคง ในความรักอันมั่นคงของพระองค์ พระเจ้าจะพัฒนาชีวิตการนมัสการภายในของเรา เมื่อเราพบพระองค์ลึกซึ้งมากขึ้น การนมัสการของเราถูกปลุกเร้าจากการที่เราได้พบพระองค์ ด้วยการเปิดเผยสำแดง เราเห็นพระองค์ เราจะรู้สึกว่าพระองค์ยอดเยี่ยม ประเสริฐ ล้ำเลิศ เหมือน “ พระองค์ทรงล้ำเลิศเหนือ หมื่นๆคน ที่รักของฉัน เขาเป็นเอกในท่ามกลางหมื่นๆคน … (ซลม 5:10)
พระเจ้ามองดูเจ้าสาวของพระองค์ ไม่ว่าตอนนี้จะอ่อนแอ ไม่บริสุทธ์ ยังไม่งดงามเพียงใด พระองค์มองเราไปที่อนาคตข้างหน้า “ ที่รักของฉันเอ๋ย ….. แม่เป็นสง่าน่าคร้ามเกรงดุจกองทัพมีธงประจำ…..”( ซลม 5:4 )
พระเจ้าทรงมุ่งมั่น ทุ่มเทที่จะตกแต่งให้เจ้าสาวของพระองค์ งดงาม ครอบครอง คู่ควรกับองค์เจ้าบ่าว เราไม่ยืนอยู่บนความมุ่งมั่นของเราแต่บนความมุ่งมั่นของพระองค์ผู้เป็นที่รักยิ่ง และจะไม่ปล่อยเราไปตามยถากรรม เพียงแต่ ให้เราเข้าใกล้พระเจ้า……………..แล้วพระองค์จะเข้าใกล้ท่าน แน่นอน พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่อยู่ใกล้ ไม่ใช่พระเจ้าที่อยู่ไกล พระเจ้าคิดถึงท่าน คิดถึงมากกกกกกกกกกก พระเจ้าทรงเสาะหาเรา……แม้เราไม่เคยคิดที่จะแสวงหาพระองค์ เมื่อเราพบพระองค์ครั้งแล้วครั้งเล่า เราก็จะคิดถึงพระองค์ “ เหมือน ดาวิด บอกว่า คร่ำครวญคิดถึงพระเจ้า แม้บนที่นอน ……..สดด )
พระคัมภีร์ได้ให้ความเข้าใจเรื่อง ใกล้ชิดสนิทสนมในหลายตอนทั้งพระคัมภีร์เดิมและใหม่ ในหนังสือโฮเชยาพระเจ้าทรงใช้โฮเชยาไปรับหญิงที่นอกใจเขาให้กลับมาเป็นภรรยา เพื่อสอนใจคนอิสราเอลว่าแม้เขานอกใจพระยาเวห์พระองค์ก็ทรงรักเขา หนังสือบทเพลงโซโลมอนเป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่บรรยายว่าพระเจ้าปรารถนาให้เรามีความสัมพันธ์กับพระองค์เหมือนคนรัก เหมือนกษัตริย์โซโลมอนรักหญิงชาวชูเนม ที่ได้บรรยายถึงความรู้สึกของเจ้าบ่าวที่มีต่อเจ้าสาวที่จะเปลี่ยนความคิดของเราไปเลย ว่า นี่คือความคิด ความรู้สึกของพระเจ้าที่มีต่อเราจริงๆนะเนี่ย!
การเริ่มต้นของบทเพลงรักนี้คือการเปิดเผยสำแดง ( ขอจุมพิตฉัน…..การแตะต้องสัมผัสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ) สัมผัสแรกจากพระวิญญาณทำให้รู้รสความรักของพระเจ้า (ซลม 1:2)
2ขอเขาจุบดิฉัน ด้วยจุบจากปากของเขา เพราะว่าความรักของเธอดีกว่าเหล้าองุ่น
บทเพลงโซโลมอนให้ความเข้าใจว่า นี่คือวิถีชีวิต วิถีแห่งปัญญา ทีนำสู่ชีวิตที่ใกล้ชิดสนิทสนมที่เต็มไปด้วยสิทธิอำนาจ ( A path of wisdom to authoritative Intimacy) ที่ไม่ได้เกิดขึ้นข้ามคืนแต่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ผู้เชื่อ/เจ้าสาวได้พบกับพระเจ้าของเธอ แม้เมื่อเธอเริ่มพบกับวิกฤตกาลในชีวิตครั้งแรก “ถึงฉันจะดำ ก็ดำขำ” ปัญหาที่ผู้เชื่อ/เจ้าสาวรู้สึกว่าตัวเองบกพร่อง ไม่งามหมดจด ตัวดำ ไม่สวย ปัญหาใหญ่เมื่อเรามองดูตัวเองด้วยสายตาของมนุษย์เราจะไม่ชอบตัวเราเลย แต่เมื่อพบกับพระองค์ผู้เป็นองค์เจ้าบ่าวของเราแล้วพระองค์ทรงบอกว่าเรางดงาม เรางาม และด้วยสายตาที่พระองค์มองดูเรา เราเชื่อ เราก็เข้าหา เข้าใกล้พระเจ้าได้โดยไม่ต้องงามก่อน พระองค์ทรงรักเราทั้งที่เราดำ มีตำหนิ อ่อนแอ ขี้ท้อใจ ซึมเศร้าง่าย พระองค์ทรงรักเจ้าสาวคนนี้แหละ ด้วยความรักนี้พระองค์ทรงพาเราไปที่งานเลี้ยงเฉลิมฉลอง ( ซลม2 ) พาเราให้ดื่มด่ำในความรักของพระองค์ สัมผัสในความรักของพระเจ้าเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ การที่จะรู้สึกว่ามีใครสักคนรักเรา รักเรา ช่างเป็นสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตได้วิเศษอะไรเช่นนี้ เรารู้สึกว่าเรามีคุณค่า เรามั่นใจในความรักของพระเจ้าที่มีต่อเรา ยิ่งได้ใช้เวลาอยู่กับพระองค์ก็ได้รู้จักพระองค์มากขึ้น ดังคำที่เขียนไว้ว่าได้ลิ้มรสหวาน… (ซลม 2:2-3)
ดอกพลับพลึงท่ามกลางต้นกระชับนั้นอย่างไร ที่รักของฉันก็อยู่เด่นในท่ามกลางสาวอื่นๆอย่างนั้น
ต้นท้อขึ้นอยู่กลางต้นไม้ป่าอย่างไร ที่รักของดิฉันก็อยู่ท่ามกลางชายหนุ่มอื่นๆอย่างนั้น
ดิฉันอยากนั่งอยู่ใต้ร่มของเขา และผลของเขา ดิฉันได้ลิ้มรสหวาน
องค์เจ้าวบ่าวของเราอยากให้เรารู้จักกับความรักของพระองค์มากขึ้น พระองค์ทรงพาเราออกไปยังที่ที่เราไม่คุ้นเคย (out of comfort zone) ในบทที่สาม เมื่อเจ้าสาวได้พรัดพรากจากเจ้าบ่าวอันเป็นที่รัก เดินสู่ สงครามฝ่ายวิญญาณในบทที่ สี่ และเดินสู่คำคืนที่มืดมิดและยาวนาน องค์เจ้าบ่าวพาเจ้าสาวสู่ช่วงเวลาที่เจ็บปวดดูเหมือนไม่มีทางออก (dark night of soul) และในที่สุด เจ้าสาวก็ออกมาจากถิ่นทุรกันดาร ผ่านศึกสงครามอย่างมีชัยชนะ (ซลม 6:4,10) 4ที่รักของฉันเอ๋ย แม่ช่างสวยงามประหนึ่งเมืองทีรซาห์ และงามเย็นตาดังเยรูซาเล็ม แม่เป็นสง่าน่าคร้ามเกรงดังกองทัพ 5ขอเบือนเนตรไปจากฉันเถอะ
เพราะว่าฉันแพ้นัยน์ตาของเธอแล้ว …..10“แม่สาวคนนี้เป็นผู้ใดหนอ เมื่อมองลงก็ดังอรุโณทัย
แจ่มจรัสดังดวงจันทร์ กระจ่างจ้าดังดวงสุริยัน สง่าน่าเกรงขามดังกองทัพมีธงประจำ การเดินกับองค์เจ้าบ่าวผ่านร้อนผ่านหนาวทำให้เธองดงามเข้มแข็ง และเจ้าสาวพูดอย่างมั่นใจ 7:10 ว่า ตัวดิฉันเป็นกรรมสิทธิ์ของที่รักของดิฉัน และความปรารถนาของเขาก็เจาะจงเอาตัวดิฉัน
เจ้าสาวเดินใกล้ชิดกับองค์เจ้าบ่าว เธอมีชัยชนะดุจกองทัพที่ผ่านศึกสงคราม เดินออกมาจากถิ่นทุรกันดารอิงแอบแนบพระองค์ผู้เป็นที่รักยิ่ง เพราะความรักมากมายที่เธอได้รับเธอไม่กลัวอนาคตอีกต่อไป ดัง ซลม 8:5-10
แม่คนนี้ที่ขึ้นมาจากถิ่นทุรกันดาร อิงแอบแนบมากับคู่รัก คือใครที่ไหนหนอ
ดิฉันได้ปลุกเธอเมื่อเธออยู่ใต้ต้นท้อ ที่นั่นแหละที่มารดาของเธอได้ปวดร้าวเพราะเธอ
ที่ตรงนั้นแหละผู้ที่คลอดเธอได้เจ็บครรภ์
จงแนบดิฉันไว้ให้เป็นเนื้อเดียว ดุจดวงตราแขวนอยู่ที่ใจของเธอ ประดุจดวงตราบนแขนของเธอ
เพราะความรักนั้นเข้มแข็งอย่างความตาย ความรักรุนแรงก็ดุเดือดเหมือนแดนคนตาย
และประกายแห่งความรักรุนแรงนั้นก็คือประกายเพลิง คือประกายเพลิงที่แสนรุนแรง
7น้ำมากหลายไม่อาจดับความรักให้มอดเสียได้ หรืออุทกธารทั้งหลายไม่อาจท่วมความรักให้สำลัก ตายเสียได้ แม้ว่าคนใดจะเอาทรัพย์สมบัติในเหย้าเรือนของตนทั้งสิ้น มาแลกกับความรักนั้น
คนนั้นคงได้รับความหมิ่นประมาทจากคน ทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง
บทเพลงโซโลมอนช่วยให้เราอยู่ใกล้พระเจ้า สนิทสนมกับพระองค์ เดินกับพระองค์ด้วยความมั่นใจในความรักของพระองค์ ไว้วางใจในการนำของพระองค์ พระองค์จะสอนเราให้ทำสงครามด้วยสิทธิอำนาจ ให้เราเป็นเจ้าสาวที่คู่ควรเทียมแอกกับพระองค์ ที่ความรัก ไฟรักร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ
บทเพลงโซโลมอน คล้ายกับ คำอธิษฐานของพระเยซู ( ยฮ 17 : 24-26 ) “อยู่ในที่พระเยซูอยู่…………ให้ความรักที่พระบิดารักพระเยซูอยู่ในผู้เชื่อ ……….” ถ้าเพียงแต่เราได้อยู่กับพระองค์เราก็จะซาบซึ้งในความรักของพระองค์ที่มีต่อเรา ดังคำอธิษฐานของ อ.เปาโลเพื่อคริสตจักรเอเฟซัสให้ซาบซึ้งในความรักของพระเจ้า… เพื่อเราจะรับความไพบูลย์ของพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม ( อฟซ 3) หนุนใจให้เราใช้พระคัมภีร์นี้มาอธิษฐานในชีวิตประจำวัน โดยเริ่มจาก อฟซ 1 :17..ขอการเปิดเผยสำแดง ……….
การช่วยกู้เป็นของพระเจ้า
![]()
การช่วยกู้เป็นของพระเจ้า
การช่วยกู้เป็นของพระเจ้า ขอพระพรของพระองค์หลั่ง ลงเหนือประชากรของพระองค์เทอญ - สดุดี ๓:๘
ชีวิตของคุณกำลังเผชิญกับปัญหารอบด้านอยู่หรือไม่ หากใช่ คุณคงต้องการใครสักคนที่จะช่วยกู้คุณออกจากสถานการณ์เหล่านั้น
ทราบหรือไม่ว่า นอกจากพระเจ้าทรงช่วยให้รอด พระองค์ยังทรงประสงค์ที่จะช่วยกู้บุตรทุกคนของพระองค์ด้วย
คำว่า “การช่วยกู้” จากพระธรรมข้อหลักวันนี้ ปรากฏมากมายในพันธสัญญาเดิม ซึ่งส่วนใหญ่แปลว่า “ความรอด”
คำว่า “ความรอด” จึงไม่ได้ถูกบัญญัติขึ้นครั้งแรกในพันธสัญญาใหม่ และไม่ได้ถูกจำกัดขอบเขตให้อยู่ในเรื่องชีวิตหลังความตาย
คำว่า “การช่วยกู้” หรือ “ความรอด” ยังหมายถึง ““การปลดปล่อย ความช่วยเหลือ ชัยชนะ สวัสดิภาพ ความเจริญรุ่งเรือง”
ในพันธสัญญาเดิม เมื่อพระเจ้าทรงนำอิสราเอลออกจากอียิปต์ และขณะที่กำลังจะถูกกองทัพอียิปต์ตามสังหารหมู่ โมเสสได้เตือนประชากรว่า “อย่ากลัวเลย มั่นคงไว้ คอยดูความรอดที่จะมาจากพระเจ้า ซึ่งพระองค์จะประทานให้แก่ท่านทั้งหลายในวันนี้” (อพย. ๑๔:๑๓) โมเสสไม่ได้เตือนประชากรว่าหลังจากที่พวกเขาถูกทหารอียิปต์สังหารหมดแล้ว พวกเขาจะเข้าสู่ความรอด เข้าสู่สวรรค์ แต่ได้เตือนให้พวกเขาคอยดูความรอดที่จะมาจากพระเจ้า “ในวันนี้” ในขณะที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ เป็นความรอดพ้นจากสถานการณ์เลวร้ายที่กำลังเกิดขึ้นในชีวิตนี้
ในพันธสัญญาใหม่ พระเจ้าตรัสว่า “ในเวลาอันชอบเราได้ฟังเจ้า ในวันแห่งความรอดเราได้ช่วยเจ้า นี่แน่ะ บัดนี้เป็นเวลาอันชอบ นี่แน่ะ บัดนี้เป็นวันแห่งความรอด”(๒ คร. ๖:๒๒) จากข้อนี้ ไม่ต้องรอให้ตายเสียก่อนจึงจะมีประสบการณ์กับความรอดได้
พระเจ้าทรงช่วยกู้คุณให้รอดโดยการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนและการเป็นขึ้นจากความตายของพระบุตรของพระองค์ บนไม้กางเขน พระคริสต์ได้ทรงแบกบาป แต่นอกเหนือจากนั้น พระองค์ทรง “แบกความเจ็บไข้ของเราทั้งหลาย และหอบโรคของเราไป” (มธ. ๘:๑๗) และ ”ด้วยบาดแผลของพระองค์ ท่านทั้งหลายจึงได้รับการรักษาให้หาย” (๑ ปต. ๒:๒๔) บนไม้กางเขน “พระคริสต์ทรงไถ่เราให้พ้นความแช่งสาปแห่งธรรมบัญญัติ”
จากพระธรรมข้อหลัก ผู้เขียนสดุดีได้กล่าวถึงสองสิ่งควบคู่กัน ซึ่งก็คือ “ความรอด”และ “พระพร”
จากพันธสัญญาใหม่ อัครทูตเปาโลได้กล่าวถึง “ความรอด” และ “พระพร” ควบคู่เช่นกัน ท่านกล่าวถึงพระราชกิจของพระคริสต์บนไม้กางเขนว่า “พระคริสต์ทรงไถ่เราให้พ้นความแช่งสาปแห่งธรรมบัญญัติ... เพื่อพระพรทางอับราฮัมจะได้มาถึงคนต่างชาติทั้งหลาย เพราะพระเยซูคริสต์...” นอกจากรอดจากคำแช่งสาปในชีวิตนี้ ยังได้รับพระพรทางอับราฮัมและพระพรฝ่ายวิญญาณนานาประการ (อฟ. ๑:๓)
หากวันนี้คุณกำลังเผชิญกับปัญหารอบด้านอย่างที่อิสราเอลเผชิญ
อย่าเลื่อนความรอดและพระพรออกไปในชีวิตหลังความตายอีกต่อไป จงทำอย่างที่โมเสสเตือนประชาชน คือ อย่ากลัวเลย จงมั่นคงไว้ คอยดูความรอดที่จะมาจากพระเจ้า จงตระหนักว่า การช่วยกู้เป็นของพระเจ้า พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานพระพรทางอับราฮัมและพระพรฝ่ายวิญญาณแก่เรานานาประการในสวรรคสถานโดยพระคริสต์แล้ว ความเชื่อของคุณจะมั่นคงยิ่งขึ้น และคุณจะมีชัยเหลือล้นเหนือสถานการณ์ต่างๆ และจะมีประสบการณ์กับความรอด การช่วยกู้ การปลดปล่อย ความช่วยเหลือ ชัยชนะ สวัสดิภาพ ความเจริญรุ่งเรือง และชีวิตครบบริบูรณ์ที่พระเยซูได้เสด็จมาเพื่อประทานแด่คุณ
คำอธิษฐานด้วยความเชื่อ: พระบิดาเจ้า ลูกสรรเสริญพระองค์ เพราะการช่วยกู้เป็นของพระองค์ ขอบพระคุณพระองค์สำหรับพระพรทางอับราฮัมและพระพรฝ่ายวิญญาณนานาประการที่ทรงโปรดประทานแด่ลูก ลูกขอบพระคุณพระองค์ ในพระนามของพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน
|
วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2556
การสร้างจิตวิญญาณให้เข้มแข็ง ตอนที่ 1
ทุกวันนี้พวกเราทุกคนคงหนีไม่พ้นปัญหา อุปสรรคที่มีผลต่อจิตใจของเรา มันส่งผลให้อารมณ์ของเราดีและไม่ดี และส่งผลต่อคนรอบข้าง ที่จะโดนกระทบต่อสิ่งที่เราแสดงออก
คนที่มีจิตใจเข้มแข็งเท่านั้น จะเป็นผู้ที่ทนต่อปัญหา สถานการณ์ที่กระทบเข้ามา เหมือนกับต้นไม้ที่เติบโตเต็มที่ รากแข็งแรง ต้นใหญ่มั่นคง เมื่อโดนฝน พายุ อากาศร้อน หนาว เย็น ย่อมคงทนได้ทุกฤดูกาล
แต่ต้นไม้ที่ไม่แข็งแรง ไม่ได้รับการดูแล รากแก้วไม่แข็งแรง ลำต้นไม่แข็งแรง ย่อมจะล้มลงง่ายๆ ตายไปด้วยความร้อน หรือ อากาศ หรือช่วงขาดน้ำเพียงไม่กี่วัน
จึงอยากคุยวันนี้ว่าเราจะสร้างกำลังจิตใจให้แข็งแรงได้อย่างไร ? เพราะไม่เช่นนั้นท่านจะอยู่ในโลกนี้เหมือนต้นไม้ไม่แข็งแรง โดนลมพัดไปมา เหมือนคำสอนของเปาโล ผู้นำชาวยิว กล่าวว่าหันไปเห มาด้วยลมปากของมนุษย์ ก็คือเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามคำชักจูงของคน ซึ่งเราไม่รู้ว่าคนนั้นจะพูดในสิ่งที่ถูกหรือผิด แต่เมื่อคำพูดนั้นได้วิ่งเข้ามาในหู ถูกกลั่นกรองในสมอง ย่อมมีผลต่อจิตใจของเรา
และส่งผลต่ออารมณ์ของเราได้ จึงอยากหนุนใจว่าวันนี้ หรือคืนนี้ที่ท่านกำลังอ่านบทความนี้ จงตั้งใจ ตั้งเป้าที่จะสร้างจิตใจ หรือจิตวิญญาณของท่านให้สมบูรณ์แข็งแรงและเติบโต หรือผมอยากจะใช้คำหนึ่งว่า “เป็นผู้ใหญ่” ในจิตวิญญาณนะครับ
จงจำไว้เรากำหนดเองได้ว่าจะให้จิตใจของเราเป็นอย่างไร ? เพราะเราเป็นเจ้าของ ไม่ใช่สถานการณ์หรือผู้หนึ่งผู้ใด
แล้ววันนี้ท่านกำหนด ตั้งเป้าหมาย ที่จะคิด เลือก ฟัง สิ่งที่ดีให้เป็นอาหารแก่จิตใจของท่านหรือยัง
คนที่มีจิตใจเข้มแข็งเท่านั้น จะเป็นผู้ที่ทนต่อปัญหา สถานการณ์ที่กระทบเข้ามา เหมือนกับต้นไม้ที่เติบโตเต็มที่ รากแข็งแรง ต้นใหญ่มั่นคง เมื่อโดนฝน พายุ อากาศร้อน หนาว เย็น ย่อมคงทนได้ทุกฤดูกาล
แต่ต้นไม้ที่ไม่แข็งแรง ไม่ได้รับการดูแล รากแก้วไม่แข็งแรง ลำต้นไม่แข็งแรง ย่อมจะล้มลงง่ายๆ ตายไปด้วยความร้อน หรือ อากาศ หรือช่วงขาดน้ำเพียงไม่กี่วัน
จึงอยากคุยวันนี้ว่าเราจะสร้างกำลังจิตใจให้แข็งแรงได้อย่างไร ? เพราะไม่เช่นนั้นท่านจะอยู่ในโลกนี้เหมือนต้นไม้ไม่แข็งแรง โดนลมพัดไปมา เหมือนคำสอนของเปาโล ผู้นำชาวยิว กล่าวว่าหันไปเห มาด้วยลมปากของมนุษย์ ก็คือเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามคำชักจูงของคน ซึ่งเราไม่รู้ว่าคนนั้นจะพูดในสิ่งที่ถูกหรือผิด แต่เมื่อคำพูดนั้นได้วิ่งเข้ามาในหู ถูกกลั่นกรองในสมอง ย่อมมีผลต่อจิตใจของเรา
และส่งผลต่ออารมณ์ของเราได้ จึงอยากหนุนใจว่าวันนี้ หรือคืนนี้ที่ท่านกำลังอ่านบทความนี้ จงตั้งใจ ตั้งเป้าที่จะสร้างจิตใจ หรือจิตวิญญาณของท่านให้สมบูรณ์แข็งแรงและเติบโต หรือผมอยากจะใช้คำหนึ่งว่า “เป็นผู้ใหญ่” ในจิตวิญญาณนะครับ
จงจำไว้เรากำหนดเองได้ว่าจะให้จิตใจของเราเป็นอย่างไร ? เพราะเราเป็นเจ้าของ ไม่ใช่สถานการณ์หรือผู้หนึ่งผู้ใด
แล้ววันนี้ท่านกำหนด ตั้งเป้าหมาย ที่จะคิด เลือก ฟัง สิ่งที่ดีให้เป็นอาหารแก่จิตใจของท่านหรือยัง
เขียนโดย อาจารย์เจริญ ยธิกุล
การสร้างจิตวิญญาณให้เข้มแข็ง ตอนที่ 2
ชีวิตของมนุษย์ ประกอบไปด้วย สามส่วนด้วยกัน ส่วนแรกคือ ร่างกาย ส่วนที่สองคือ จิตใจ และส่วนที่สามคือจิตวิญญาณ
ลองคิดดูสิครับว่าหากเรามีร่างกาย แต่ไม่มีวิญญาณเราก็คือคนตาย แต่หากเรามีวิญญาณแต่ไม่มีร่างกาย เราก็คือวิญญาณ แต่หากเรามีวิญญาณ ร่างกาย แต่ไม่มีจิตใจ ชีวิตของเราจะกลายเป็นคนที่ไร้ความรู้สึก อารมณ์เห็นอกเห็นใจ หรือรับรู้การสัมผัสของร่างกาย เราจะเป็นคนที่แห้งแล้งมากเลยทีเดียว
หลายคนไม่เข้าใจว่าจิตใจมีผลต่อชีวิตมาก เหมือนคำที่กล่าวว่าจิตใจที่ดีเหมือนยาวิเศษ คนป่วย คนท้อใจอยู่ในอาการเจ็บป่วยยาวนาน หากรับกำลังใจที่ดี ได้รับคำพูดหรือข่าวเรื่องราวที่เสริมสร้าง จิตใจก็จะหึกเหิม จะช่วย ให้เขากล้าที่จะลุกขึ้นมา และกล้าที่จะบุกน้ำลุยไฟอย่างไหนก็ได้
เพราะเขารู้ว่าหากทำผิดพลาด หรือสำเร็จก็จะมีคนๆ หนึ่ง คอยให้กำลังใจและปลอบใจให้แก่เขา และตอนนี้เราจะมาคุยกันว่า จะให้อาหารด้านจิตใจได้อย่างไร
เรื่องแรกคือคน คนที่ผมได้กล่าวไปบ้างแล้ว คือคนๆ นี้ เขาที่จะรู้สึกดีต่อท่าน คนที่คอยให้กำลังใจแก่ท่าน แม้ท่านล้มลง พ่ายแพ้ ท่านจะมีคนๆนี้ คอยให้กำลังใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าอยู่กับม่านตลอดเวลา หรืออยู่ด้วยกัน เขาอาจอยู่ที่ไหนก็ได้ที่ท่านสามารถเขียนอีเมล์ โทรศัพท์ หรือไปหา เขาจะต้อนรับท่านเสมอ
วันนี้ท่านสร้างสัมพันธ์ และมีคนๆนี้แล้วหรือยัง เพราะหากท่านยังไม่มีก็จงเริ่มสร้างสัมพันธ์กับ ใครบางคน เสียตั้งแต่วันนี้ครับ แล้ววันหนึ่งท่านจะไม่ผิดหวังเลย ในยามที่ท่านต้องการใครสักคนหนึ่ง
ลองคิดดูสิครับว่าหากเรามีร่างกาย แต่ไม่มีวิญญาณเราก็คือคนตาย แต่หากเรามีวิญญาณแต่ไม่มีร่างกาย เราก็คือวิญญาณ แต่หากเรามีวิญญาณ ร่างกาย แต่ไม่มีจิตใจ ชีวิตของเราจะกลายเป็นคนที่ไร้ความรู้สึก อารมณ์เห็นอกเห็นใจ หรือรับรู้การสัมผัสของร่างกาย เราจะเป็นคนที่แห้งแล้งมากเลยทีเดียว
หลายคนไม่เข้าใจว่าจิตใจมีผลต่อชีวิตมาก เหมือนคำที่กล่าวว่าจิตใจที่ดีเหมือนยาวิเศษ คนป่วย คนท้อใจอยู่ในอาการเจ็บป่วยยาวนาน หากรับกำลังใจที่ดี ได้รับคำพูดหรือข่าวเรื่องราวที่เสริมสร้าง จิตใจก็จะหึกเหิม จะช่วย ให้เขากล้าที่จะลุกขึ้นมา และกล้าที่จะบุกน้ำลุยไฟอย่างไหนก็ได้
เพราะเขารู้ว่าหากทำผิดพลาด หรือสำเร็จก็จะมีคนๆ หนึ่ง คอยให้กำลังใจและปลอบใจให้แก่เขา และตอนนี้เราจะมาคุยกันว่า จะให้อาหารด้านจิตใจได้อย่างไร
เรื่องแรกคือคน คนที่ผมได้กล่าวไปบ้างแล้ว คือคนๆ นี้ เขาที่จะรู้สึกดีต่อท่าน คนที่คอยให้กำลังใจแก่ท่าน แม้ท่านล้มลง พ่ายแพ้ ท่านจะมีคนๆนี้ คอยให้กำลังใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าอยู่กับม่านตลอดเวลา หรืออยู่ด้วยกัน เขาอาจอยู่ที่ไหนก็ได้ที่ท่านสามารถเขียนอีเมล์ โทรศัพท์ หรือไปหา เขาจะต้อนรับท่านเสมอ
วันนี้ท่านสร้างสัมพันธ์ และมีคนๆนี้แล้วหรือยัง เพราะหากท่านยังไม่มีก็จงเริ่มสร้างสัมพันธ์กับ ใครบางคน เสียตั้งแต่วันนี้ครับ แล้ววันหนึ่งท่านจะไม่ผิดหวังเลย ในยามที่ท่านต้องการใครสักคนหนึ่ง
เขียนโดย อาจารย์เจริญ ยธิกุล
การสร้างจิตวิญญาณให้เข้มแข็ง ตอนที่ 3
การสร้างจิตวิญญาณให้เข้มแข็ง ตอนที่สาม อย่าตัดสัมพันธ์คนง่าย ๆ
"อย่าเผาสะพานทิ้ง" คำพูดนี้เป็นสำนวนคนจีนครับ เพราะเมื่อทหารไปรบ ด้วยความกล้าหึกเหิม เขาจะต้องชนะและไม่หนีกลับมา จะไปยึดเอาข้างหน้าเป็นที่ตั้ง จึงตัด เผาสพานทิ้ง บ่งบอกว่าจะไม่กลับมาอีก
แต่ว่าหากแพ้ละ เขาจะกลับมา สะพานถูกเผาเสียแล้ว หรือในอีกทำนองหนึ่ง เราประยุกต์ในเรื่องการคบค้าสมาคม เมื่อเราจะเปลี่ยนที่ทำงาน หรือเกิดการบาดหมางใจกับกับใครบางคน เราเผาสะพานทิ้ง โดยเปลี่ยน ลบเบอร์มือถือ อีเมลล์ เลิกติดต่อ ทำไมครับ เพราะวันหนึ่งคน ๆ นั้น อาจเป็นเพื่อนที่หนุนใจ ชูใจ และใกล้ชิดที่สุดในยามคุณยากลำบาก
และคนที่คุณคืดว่าเขาดีที่สุดอาจไม่อยู่ตอนนั้น เหมือนคำว่า ‘มิตรที่ใกล้ชิด บางทีสนิทกว่าพี่น้อง ‘แต่ท่านอาจจะไม่ชอบ หรือไม่เห็นด้วยบางเรื่องของเขา ท่านกลับ ตัดความสัมพันธิ์แบบไม่มีเยื่อใย แต่วันหนึ่งท่านท้อแท้ในจิตใจขึ้นมาจะทำอย่างไร?
ดังนั้น จะออกจากงาน หรือย้ายที่อยู่ หรือจากกันอย่าเผาสะพานทิ้ง รักษาสะพานนั้นไว้ เพราะวันหนึ่ง ท่านอาจจะต้องกลับมาหา หรือเดินข้ามสะพานนนั้นอีกครั้งครับ ดูเหมือนมันไม่ง่ายที่จะทำ แต่มันมีผลมหาศาล เพราะเขาเหล่านั้นอาจจะเป็นกำลังใจ และโอบรับท่านกลับมาอีกครั้งหนึ่งได้เช่นกัน
แต่ว่าหากแพ้ละ เขาจะกลับมา สะพานถูกเผาเสียแล้ว หรือในอีกทำนองหนึ่ง เราประยุกต์ในเรื่องการคบค้าสมาคม เมื่อเราจะเปลี่ยนที่ทำงาน หรือเกิดการบาดหมางใจกับกับใครบางคน เราเผาสะพานทิ้ง โดยเปลี่ยน ลบเบอร์มือถือ อีเมลล์ เลิกติดต่อ ทำไมครับ เพราะวันหนึ่งคน ๆ นั้น อาจเป็นเพื่อนที่หนุนใจ ชูใจ และใกล้ชิดที่สุดในยามคุณยากลำบาก
และคนที่คุณคืดว่าเขาดีที่สุดอาจไม่อยู่ตอนนั้น เหมือนคำว่า ‘มิตรที่ใกล้ชิด บางทีสนิทกว่าพี่น้อง ‘แต่ท่านอาจจะไม่ชอบ หรือไม่เห็นด้วยบางเรื่องของเขา ท่านกลับ ตัดความสัมพันธิ์แบบไม่มีเยื่อใย แต่วันหนึ่งท่านท้อแท้ในจิตใจขึ้นมาจะทำอย่างไร?
ดังนั้น จะออกจากงาน หรือย้ายที่อยู่ หรือจากกันอย่าเผาสะพานทิ้ง รักษาสะพานนั้นไว้ เพราะวันหนึ่ง ท่านอาจจะต้องกลับมาหา หรือเดินข้ามสะพานนนั้นอีกครั้งครับ ดูเหมือนมันไม่ง่ายที่จะทำ แต่มันมีผลมหาศาล เพราะเขาเหล่านั้นอาจจะเป็นกำลังใจ และโอบรับท่านกลับมาอีกครั้งหนึ่งได้เช่นกัน
เขียนโดย อาจารย์เจริญ ยธิกุล
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

